LAMPANGSPOTTIME

 

ข่าวสังคมข้อเท็จจริงกรณีเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับใน 14 จังหวัดภาคใต้


ภาพประกอบข่าว

จากการที่กรณีเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ (Black Out) ในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา เนื่องจากระบบส่งภาคกลางเชื่อมภาคใต้ ถูกฟ้าผ่าจึงไม่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปได้ และกำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ที่มีอยู่ ณ วันเกิดเหตุ ไม่เพียงพอจ่ายสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้ เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าบางส่วนหยุดบำรุงรักษาตามแผนและนอกแผน ปัจจุบันภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้า 2,200 เมกะวัตต์ แต่มีกำลังการผลิตเพียง 1,620 เมกะวัตต์ เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าที่หยุดซ่อมตามอายุการใช้งานซึ่งอยู่ในแผน และหยุดซ่อมนอกแผนการปฏิบัติงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีธรรมราช ปลดเครื่องออกจากระบบเพื่อซ่อมบำรุง Major Overhaul ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน – 13 มิถุนายน 2556, โรงไฟฟ้ากระบี่ ปลดเครื่องออกจากระบบเพื่อบำรุงรักษา ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน – 25 พฤษภาคม 2556, โรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ปลดเครื่องออกจากระบบเนื่องจากพบข้อบกพร่อง ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 และ เขื่อนบางลาง จ.ยะลา ยังไม่พร้อมเดินเครื่องเนื่องจากอยู่ในระหว่างงาน Renovation ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2556 โดยได้ทำการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียเข้ามาเสริมระบบเป็นบางส่วนด้วย จากการตรวจสอบเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง ขนาด 500 กิโลโวลต์ เส้นจอมบึง-บางสะพาน2 ต้นที่ 200/3 ต.บ้านทาน อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี พบว่า ฟ้าได้ผ่าส่งอินซูเลเตอร์ (ลูกถ้วย) ซึ่งเป็นฉนวนกันไฟฟ้า โดยพบความผิดปกติที่ผิวของลูกถ้วยมีร่องรอยการไหม้ที่เกิดจากการ Flashover (การซ๊อตทางไฟฟ้าโดยผ่านทางผิวของลูกถ้วย) ตลอดแนวทั้งแถวของลูกถ้วยที่ Phase A จากระบบซึ่งมี 3 เฟส เป็นเหตุให้เกิดความผิดปกติขึ้นในระบบไฟฟ้า ส่งผลไปยังระบบป้องกันตัดวงจรออกไปเพื่อลดอันตราย และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เหลือในระบบ และเป็นเหตุให้ไฟฟ้าใน 14 จังหวัดภาคใต้ดับไปในที่สุด นายธนา พุฒรังษี รองผู้ว่าการระบบส่ง (รวส.) กฟผ. กล่าวว่า “เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 18.52 น. เกิดฟ้าผ่าที่สายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ เส้นจอมบึง-บางสะพาน2 ทำให้ระบบไม่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าจากภาคกลางไปสู่ภาคใต้ได้ เนื่องจากในช่วงเช้า กฟผ. ได้ปลดสายส่งขนาด 500 กิโลโวลต์ จำนวน 1 วงจร เพื่อบำรุงรักษา ทำให้ กฟผ. ต้องจ่ายไฟฟ้าด้วยสายส่งขนาด 230 กิโลโวลต์ ไปภาคใต้ ซึ่งเป็นสายส่งขนาดเล็กเกินกำลัง จึงส่งผลกระทบให้ระบบส่งไฟฟ้าในภาคใต้ที่กำลังจ่ายกระแสไฟฟ้า จำนวน 1,692.2 เมกะวัตต์ แยกจากระบบหลัก ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้ขณะนั้นรวม 2,122.2 เมกะวัตต์หลุดออกจากระบบส่งทันที ส่งผลให้เกิดไฟดับในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด ภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สั่งการให้ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ สำนักงานกลาง กฟผ. และศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าภาคใต้ ต.ลำภูรา อ.เมือง จ.ตรัง ประสานงานและทยอยนำไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบโดยเร็วโดยเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ และการเจรจาซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซีย เนื่องจากกำลังผลิตในพื้นที่ภาคใต้มีน้อยกว่าปริมาณความต้องการ ทำให้สามารถนำไฟฟ้ากลับเข้ามาสู่ระบบได้ในเวลา 23.37 น. รวมไฟฟ้าดับนาน 4.45 ชั่วโมง จากเหตุการณ์วิกฤติในครั้งนี้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาเกิดขึ้นในช่วงที่ประชาชนมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด โดยผู้ปฏิบัติงานสายงานระบบส่ง กฟผ. ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถในการกู้ระบบส่งกลับคืนมาท่ามกลางแรงกดดันของสังคม และ กฟผ. ขออภัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้” นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันความต้องการไฟฟ้าในภาคใต้เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ต่อปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดชายฝั่งอันดามัน ขณะที่ระบบผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ต้องพึ่งการส่งกระแสไฟฟ้าจากภาคกลางบางส่วน แต่ระบบส่งที่ส่งไฟฟ้าจากภาคกลางไปภาคใต้มีลักษณะเป็นคอขวดตามภูมิประเทศในช่วง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำให้มีความเสี่ยงต่อระบบส่งไฟฟ้าค่อนข้างสูง ดังนั้น กฟผ. จึงมีแนวทางในการพัฒนาโรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่ภาคใต้ และขยายระบบส่งเพิ่มขึ้น ได้แก่ การก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่2 ที่กำลังก่อสร้างและจะจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบในปี 2557 และขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมโครงการขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้ากระบี่ โดยใช้เชื้อเพลิงถ่านหินสะอาดนำเข้าผลิตไฟฟ้า รวมทั้งการปรับปรุงระบบส่งให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหลักประกันและลดความเสี่ยงของระบบไฟฟ้าในภาคใต้ระยะยาว